Archive for the 'บทความภาษี' Category

หนังสือรับรองเบี้ยประกันภัยหมู่กับภาษีเงินได้

หนังสือรับรองเบี้ยประกันภัยหมู่

ตามที่รัฐบาลได้มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่พนักงานลูกจ้าง โดยเฉพาะในภาคเอกชน ที่บริษัทนายจ้างได้ทำประกันภัยหมู่ให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานของตน โดยบริษัทนายจ้างได้จ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร สำหรับ กรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มที่มีกำหนดเวลาไม่เกิน 1 ปี เฉพาะในส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเพื่อการประกันภัยลูกจ้าง ซึ่งแต่ก่อนที่ผ่านมารายการดังกล่าวถือเป็นเงินได้ที่พนักงานต้องเสียภาษีเงินได้

แต่มาบัดนี้รัฐบาลได้ยกเว้นราย การเงินได้ดังกล่าวให้ลูกจ้างไม่ต้องนำไป รวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 263 (พ.ศ. 2549) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 นั้น
รายการดังกล่าวมีผลกระทบต่อจำนวนเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 ดังนั้น เพื่อให้การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับปีภาษี 2549 เป็นไปในแนวทางเดียวกันและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีเงินได้ในการกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรได้ออกคำแนะนำไว้ จึงขอนำเรียนบริษัทนายจ้าง ดังนี้ครับ

1. ให้บริษัทนายจ้างออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยให้กรอกจำนวนเงินได้ที่จ่ายเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ที่จ่ายเป็นปกติและภาษีที่หักและนำส่งไว้ในช่องประเภทเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ในข้อ 1 ของรายการในหนังสือรับรองฯ ส่วนจำนวนเงินที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยที่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวให้แยกไปกรอกลงในข้อ 6 ของรายการในหนังสือรับรองฯ โดยให้ระบุว่าเป็นค่าเบี้ยประกันภัย

2. สำหรับผู้มีเงินได้ที่ได้รับประโยชน์เพิ่มจากเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้นำเงินได้พึงประเมินเฉพาะข้อ 1 ของหนังสือรับรองฯ มาใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549

3. กรณีที่บริษัทนายจ้างได้ออกหนัง สือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยได้รวมเงินเดือน ค่าจ้างฯ และค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าวแล้ว ให้บริษัทนายจ้างทำการออกเอกสารแนบแยกรายการเงินเดือน ค่าจ้างฯ ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร และจำนวนเงิน ค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้รับยกเว้นตามกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวให้แก่พนักงานหรือลูกจ้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 ต่อไป.

โดย  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

หนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้

หนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้

เนื่องจากวันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภา พันธ์ เป็นวันสุดท้ายที่ผู้จ่ายเงินได้ที่เป็นนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ได้หักไว้แล้ว ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างมาตลอดปีภาษี

จึงขอเรียนย้ำกันอีกครั้งหนึ่งการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหน้าที่ที่สำคัญ อีกประการหนึ่งของผู้จ่ายเงินได้ซึ่งต้องจัดทำตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด โดยต้องออกให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

1. กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร

(1) สำหรับผู้มีเงินได้ที่ทำงานในกิจการของผู้จ่ายเงินได้จนถึงสิ้นปีภาษีผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปีที่จ่ายเงินได้

(2) สำหรับผู้มีเงินได้ที่ออกจากงาน ระหว่างปีภาษีผู้จ่ายเงินได้ต้องออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน

2. กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่น ๆ ผู้จ่ายเงินได้ต้อง ออกหนังสือรับรองดังกล่าวให้แก่ผู้มีเงินได้ในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินเป็นเช็คให้ผู้จ่ายเงินได้ออกหนังสือรับรองตามวันที่ระบุในเช็คเช่นเดียวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

3. กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตราให้ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ชัดเจนว่าเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราใด

เพราะหากผู้จ่ายเงินได้ระบุไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับคืนเกินไปหรือที่ชำระไว้ไม่ครบและถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งจากพนักงานประเมินให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง

ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่าเครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวน น้อยกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมายตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ต่อไป.

ที่มา  หนังสือพิพม์เดลินิวส์

การบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ ทำถูกต้อง กำหนดทิศทางธุรกิจได้

การบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ ทำถูกต้อง กำหนดทิศทางธุรกิจได้

สำหรับการทำกิจการในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หรือขนาดใดๆ จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน กฎหมายบังคับให้ต้องมีการจัดทำบัญชี

ปัญหาประการหนึ่งของผู้ประกอบการรายย่อยที่พบคือ การไม่ทราบตัวเลขในการดำเนินกิจการของตัวเอง ไม่ทราบว่า ลงทุนไปเท่าไหร่ ขายได้วันละเท่าไหร่ มีสินค้าคงเหลือเท่าไหร่ แม้กระทั่งกำไรเท่าไหร่ ยังไม่สามารถคำนวณออกมาได้

หรือแม้ว่าจะสามารถคำนวณกำไรได้คร่าวๆ แต่ก็นำเงินในส่วนนี้ไปใช้ส่วนตัว ใช้ในครอบครัว ไม่มีการแยกเงินของกิจการ กับที่ใช้ส่วนตัว ดังนั้น จึงพบอยู่เสมอว่า บางกิจการมีรายได้ดี ยอดขายดี แต่ขายไป ขายไป กลับต้องเลิก เพราะผู้ประกอบการมีหนี้สินอีรุงตุงนัง

ทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ คือการทำบัญชี เพราะจะทำให้ทราบที่มาที่ไปของตัวเลขภายในกิจการ ซึ่งแม้กระทั่งบัญชีรายรับ รายจ่ายในครอบครัว ควรที่จะจัดทำ เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีระบบ ระเบียบ และมีวินัยทางการเงินนั่นเอง

สำหรับการทำกิจการในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ หรือขนาดใดๆ จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียน กฎหมายบังคับให้ต้องมีการจัดทำบัญชี

การนำเสนอเรื่องราวของการจัดทำบัญชี ในครั้งนี้ “เส้นทางเศรษฐี” ได้ประมวลข้อมูล ทั้งจากเอกสาร และจากการบรรยายที่จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการทั่วไปในเรื่องของการจัดทำบัญชีตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หรือแม้หากว่าจะซับซ้อนบ้าง ผู้ประกอบการควรจะต้องทราบ เพราะเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนด และมีบทลงโทษปรับ ดังนั้น หากคิดจะทำธุรกิจการค้าให้เติบโตก้าวหน้า และมั่นคงต่อไปในอนาคต ผู้ประกอบการควรจะต้องเปิดใจรับสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นกฎกติกาที่ทางฝ่ายรัฐกำหนดขึ้นให้ต้องปฏิบัติตาม

จากเอกสารประกอบการบรรยายในครั้งนี้ ระบุว่า ธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจแบบครอบครัว ทำให้ขาดระเบียบวินัยและประสิทธิภาพในการบริหารงาน ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ ไม่มีระบบการควบคุมภายในและตรวจสอบที่ดี และยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริหารธุรกิจยังไม่เห็นความสำคัญหรือสนใจต่อข้อมูลทางการบัญชีต่างๆ แต่จะจัดทำและปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะจ้างสำนักงานรับทำบัญชีจัดทำบัญชีและจัดหาผู้สอบบัญชีให้ด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนจัดทำบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แต่ปัจจุบัน การจะทำเช่นนั้นอาจจะยากขึ้น เนื่องจากมีกฎหมายออกมาควบคุม นั่นคือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่กำหนดให้ผู้ทำบัญชีมีคุณสมบัติและเงื่อนไขในการทำบัญชี และให้ทำบัญชีเป็นไปตามความเป็นจริง และผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้ทำบัญชี ในการส่งมอบเอกสาร หลักฐานที่ใช้บันทึกให้ถูกต้อง ทั้งนี้ กฎหมายมีบทกำหนดโทษค่อนข้างสูง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลทางการบัญชีเป็นข้อมูลที่แท้จริง นำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาช่วยตัดสินใจกำหนดทิศทางธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะให้ความสนใจและความสำคัญอย่างมากต่อข้อมูลทางการบัญชี เพื่อนำไปวิเคราะห์หรือตัดสินใจในการบริหารงาน เพราะนอกจากจะทำงบการเงินเพื่อส่งหน่วยราชการแล้ว ยังจัดทำรายละเอียดเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจทางธุรกิจด้วย

การบรรยายในครั้งนี้ มี คุณสุรางค์ ปิยะกุลชัยเดช นักวิชาการพาณิชย์ 7 สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาให้ความรู้

ในเบื้องต้น ควรแยกให้เห็นความแตกต่างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และผู้ทำบัญชีก่อน ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีคือใคร

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543 (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า กฎหมายบัญชี) กำหนดว่าคือผู้มีหน้าที่จัดให้มีการจัดทำบัญชี ซึ่งประกอบด้วย ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ และบุคคลธรรมดา, ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียนตามที่รัฐมนตรีประกาศ

ส่วนผู้ทำบัญชี คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของธุรกิจ ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้าง หรือเจ้าของกิจการก็ได้ หรืออาจจ้างสำนักงานบัญชีจัดทำ โดยผู้ทำบัญชีของธุรกิจจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี ที่กฎหมายกำหนด ได้แก่

1. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

2. มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้

3. ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายบัญชี กฎหมายผู้สอบบัญชี หรือกฎหมายวิชาชีพบัญชี เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

4. มีคุณสมบัติด้านคุณวุฒิการศึกษา ตามขนาดธุรกิจที่กำหนดในแต่ละกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ผู้ทำบัญชีของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่ง ณ วันปิดบัญชีในรอบปีที่ผ่านมา มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชีหรือเทียบเท่า จากสถาบันการศึกษา ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยหรือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ เทียบเท่าไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางการบัญชี

กลุ่มที่ 2 ผู้ทำบัญชีของธุรกิจดังต่อไปนี้ ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่า จากสถาบันการศึกษาที่ทบวงมหาวิทยาลัย หรือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ เทียบเท่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี

- ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนหรือสินทรัพย์รวมหรือรายได้รวม รายการใดรายการหนึ่งเกินกว่าที่กำหนดในกลุ่ม 1

- บริษัทมหาชนจำกัด

- นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

- กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

- ผู้ประกอบธุรกิจธนาคาร เงินทุน หลักทรัพย์ เครดิตฟองซิเอร์ ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย

- ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

กลุ่มที่ 3 ผู้ทำบัญชีของบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนที่มิได้จดทะเบียน ซึ่งรัฐมนตรีประกาศให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เจ้าของธุรกิจจะเป็นผู้ทำบัญชีของตนเองก็ได้ โดยไม่ต้องมีคุณวุฒิ แต่หากไปมอบให้ผู้อื่นจัดทำคุณวุฒิของผู้ทำบัญชีให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกลุ่ม 1 หรือกลุ่ม 2 โดยอนุโลม

ผู้ทำบัญชีของธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทนั้น หากทุนจดทะเบียนสินทรัพย์รวม หรือรายได้รวมเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้ผู้ทำบัญชีเดิมไม่มีคุณสมบัติของการเป็นผู้ทำบัญชีของธุรกิจนั้นอีกต่อไป ผู้ทำบัญชีเดิมนั้นสามารถเป็นผู้ทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังกล่าวต่อไปอีกเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันสิ้นรอบปีบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อทราบแล้วว่า ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้แก่ใครบ้าง และผู้ทำบัญชี จะเป็นใคร มีคุณสมบัติอย่างไร มาถึงหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย ได้แก่

- จัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

- ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทำบัญชีตรงต่อความจริงและถูกต้อง ซึ่งหลักในการทำบัญชีนั้น มีอยู่ว่า จะต้องมีความถูกต้องกล่าวคือ ถูกต้องตามหลักกฎหมายบัญชี (พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) และตามหลักการบัญชี (มาตรฐานบัญชี) นอกจากนี้ ยังจะต้องครบถ้วน คือทุกรายการที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการได้นำมาบันทึกบัญชี รวมทั้ง ต้องเชื่อถือได้ นั่นคือ ต้องมีรายการเกิดขึ้นจริง และมีเอกสารหลักฐานสนับสนุน

ในส่วนของการจัดทำบัญชีนั้น จะต้องประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ซึ่ง คุณสุรางค์ บอกว่า เวลาสารวัตรบัญชีออกไปตรวจสอบ ก็จะตรวจใน 4 หัวข้อนี้คือ

1. ชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ มีอยู่ 3 ประเภทหลักคือ 1. บัญชีรายวัน 2. บัญชีแยกประเภท และ 3.บัญชีสินค้า

ประเภทแรก บัญชีรายวัน ได้แก่

- บัญชีรายวันรับเงิน เป็นบัญชีขั้นต้นที่ใช้บันทึกรายการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการได้รับเงินสด หรือการเพิ่มขึ้นในเงินฝากธนาคาร และกรณีถ้ามีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องแยกแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร

- บัญชีรายวันจ่ายเงิน เป็นบัญชีขั้นต้นที่จะใช้บันทึกรายการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินสด หรือการลดลงของเงินฝากธนาคาร และกรณีถ้ามีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องแยกแต่ละเลขที่บัญชีธนาคาร

- บัญชีรายวันซื้อ เป็นบัญชีขั้นต้นที่ใช้บันทึกเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อเท่านั้น

- บัญชีรายวันขาย เป็นบัญชีขั้นต้นที่ใช้บันทึกเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อเท่านั้น

- บัญชีแยกประเภท เป็นบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อแยกต่างหากสำหรับรายการต่างๆ ในงบการเงิน โดยผ่านรายการตามประเภทบัญชีที่เกิดขึ้น เช่น บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ และเจ้าหนี้

- บัญชีสินค้า/วัตถุดิบ เป็นบัญชีที่แสดงการเคลื่อนไหวของปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบแต่ละชนิด และประเภทว่ามีปริมาณรับเข้ามา จ่ายออกไป และยอดคงเหลือเท่าใด โดยจะแสดงมูลค่าต่อหน่วย และมูลค่ารวมด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งตามกฎหมายบัญชีกำหนดให้ธุรกิจที่ทำการผลิตหรือ

ธุรกิจซื้อขายสินค้าต้องจัดทำบัญชีสินค้า หรือวัตถุดิบด้วย

2. ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ได้แก่ ข้อความที่หน้าปกบัญชี ต้องมี 3 เรื่อง คือ 1. เป็นบัญชีของใคร (ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี) 2. ประเภทของบัญชี เช่น บัญชีเงินสด บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท และ 3. เป็นบัญชีเล่มที่เท่าไหร่ กรณีที่มีหลายเล่ม ส่วนในตัวบัญชี อย่างน้อยต้องมี ชื่อบัญชี ซึ่งแยกออกมาจากชื่อบัญชีหลัก เช่น ค่าเงินเดือน ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟฟ้า ค่าบริจาค และวันที่ลงบัญชี

3. ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี

4. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ได้แก่ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอก เช่น ใบเสร็จรับเงิน ที่ได้รับมาจากการซื้อสินค้า ซึ่งจะเป็นใบเสร็จตัวจริง ใบรับสินค้า ใบกำกับสินค้า เป็นต้น, เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก เช่น ใบเสร็จรับเงินที่ออกให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเป็นตัวจริง ส่วนตัวผู้ประกอบการก็จะเก็บเป็นตัวสำเนาไว้ และสุดท้าย เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อใช้ภายในกิจการ เช่น ใบบันทึกรายการต่างๆ เป็นต้นว่า ภายในกิจการต้องซื้อทิชชู หรือน้ำยาล้างห้องน้ำ หากไม่มีใบเสร็จมา ทางสถานประกอบการก็อาจจะบันทึกขึ้นมาเอง โดยเขียนเป็นรายการไว้ว่า ซื้ออะไรมา เมื่อวันที่เท่าไหร่ ใช้ไปเพื่อการอะไร

ทั้งนี้ คุณสุรางค์ ว่า ปกติเอกสารสองประเภทแรก จะได้รับความเชื่อถือมากกว่าประเภทที่สาม แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นรายการที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่มีใบเสร็จ คงต้องใช้วิธีจัดทำเอกสารขึ้นมาในลักษณะนี้ ตัวอย่างนอกจากนี้ได้แก่ จ้างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือนั่งรถแท็กซี่ ในการประกอบการงานในกิจการนั้นๆ แต่ไม่มีใบเสร็จ ให้ทำรายการลักษณะนี้เป็นต้น แต่จะต้องมีลายมือชื่อของผู้อนุมัติรายการ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติด้วย

นอกจากนี้ การทำบัญชี ตามกฎหมายบัญชีคือ ให้เริ่มทำบัญชี นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียน หรือวันเริ่มประกอบกิจการ

เมื่อทราบถึงรายละเอียดผู้ทำบัญชี และการทำบัญชี แล้ว

มาถึงการปิดงบการเงิน การปิดงบการเงิน ต้องปิดตามที่กฎหมายกำหนด นั่นคือ จดทะเบียนวันที่เท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องปิดงบภายใน 12 เดือน เช่น จดทะเบียนวันที่ 21 มกราคม 2549 ถ้าสะดวกเอาตามปีปฏิทิน ก็ใช้วันที่ 31 ธันวาคม 2549 หรือใช้ว่า ภายใน 12 เดือน คือปิดวันที่ 21 มกราคม 2549 ก็ได้ ถ้ารอบแรก ปิดเมื่อไหร่ รอบต่อไปก็ต้องชน 12 เดือน ทั้งนี้ ต้องดูข้อบังคับบริษัทด้วย นั่นคือต้องยึดข้อบังคับบริษัทเป็นหลัก

ส่วนการนำส่งงบการเงิน สำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนิติบุคคลต่างประเทศ กิจการร่วมค้า จะต้องจัดทำและยื่นงบการเงินภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี ส่วนบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด จะต้องจัดทำ และยื่นงบการเงินภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่

ทั้งหมดนี้ เป็นรายละเอียดเบื้องต้นของการจัดทำบัญชี ที่ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักรับรู้ และดำเนินให้ถูกต้อง เพราะตามกฎหมายจะกำหนดให้มีสารวัตรบัญชี และสารวัตรใหญ่บัญชี สามารถออกไปตรวจสอบบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการลงบัญชี ในสถานที่ทำการหรือสถานที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบบัญชี หรือสถานที่รวบรวมหรือประมูลข้อมูลของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ซึ่งหากไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ก็อาจจะสั่งเป็นหนังสือให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หรือผู้ทำบัญชีมาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี รวมทั้งเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำได้

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจในการยึด อายัด บัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการลงบัญชีได้ และสุดท้าย มีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดได้

ส่วนบทกำหนดโทษนั้น จะยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพ เช่น ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ไม่จัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินภายในเวลาที่กำหนด มีบทกำหนดโทษคือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือหากไม่ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้แก่ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้อง มีบทกำหนดโทษคือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจในเรื่องนี้อาจจะซื้อ พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 มาอ่านได้ จากร้านหนังสือทั่วไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

เว็บไซต์กรม www.dbd.go.th

การขอรับบริการ

ท่านสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาด้วยตนเอง ณ ชั้น 3 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

สอบถามทางโทรศัพท์ Call Center (02) 547-5050 หรือโทร.1570

ตั้งกระทู้ถามผ่านทางเว็บไซต์ของกรม www.dbd.go.th

การให้บริการ

1. ด้านการจดทะเบียนธุรกิจ

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การจดทะเบียนนิติบุคคล เช่น การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด, บริษัทจำกัด ติดต่อ : สำนักทะเบียนธุรกิจ ชั้น 9, 10 หรือโทร. (02) 547-5995 , (02) 547-5996 , (02) 547-5050 ต่อ 3548, 3067

2. ด้านบัญชีธุรกิจ

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ การจัดทำบัญชีและงบการเงิน มาตรฐานการบัญชี ติดต่อ : สำนักกำกับดูแลธุรกิจ ชั้น 13, 14 หรือโทร. (02) 547-4406 , (02) 547-4942 , (02) 547-5050 ต่อ 3064

สอบถามหลักเกณฑ์การจัดหลักสูตรอบรมผู้ทำบัญชี ติดต่อ : งานศึกษาและเทคโนโลยี กลุ่มงานธรรมาภิบาล 3 โทร. (02) 547-4405 , (02) 547-5050 ต่อ 3842

สอบถามเรื่องผู้ทำบัญชี การนับชั่วโมงผู้ทำบัญชี ติดต่อ : งานกำกับผู้ทำบัญชี โทร. (02) 547-4395 , (02) 547-5977 , (02) 547-5050 ต่อ 3852

3. ด้านส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ แนวทางในการพัฒนาผู้ประกอบการและสถาบันการค้า ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจเสริมสวย ธุรกิจบริการ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาความรู้ในการประกอบธุรกิจ โทร. (02) 547-5980 , (02) 547-5050 ต่อ 3009

4. ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจดทะเบียนพาณิชย์-อิเล็กทรอนิกส์ โทร. (02) 547-5998 , (02) 547-5050 ต่อ 3081

โดย มติชนกรุ๊ป

ขายสินค้าต่ำกว่าทุน

ขายสินค้าต่ำกว่าทุน

การประกอบธุรกิจของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการ เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจะต้องนำรายได้ดังกล่าวมาคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากจะต้องนำรายได้มาคำนวณกำไรสุทธิแล้วก็ต้องนำรายจ่ายมาคำนวณกำไรสุทธิด้วย ซึ่งรายได้และรายจ่ายที่นำมาคำนวณกำไรสุทธิต้องใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณกำไรสุทธิ

โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็นผู้มีเงินได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิและวิธีการทางบัญชี เพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป

ในการนำรายได้หรือรายจ่ายมาคำนวณกำไรสุทธินั้นจะต้องระมัดระวังในเรื่องของการโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินได้มีการคิดค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยหรือไม่ หรือหากมีการคิดค่าตอบแทนแต่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือไม่ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน โดยกำหนดไว้ดังนี้

“ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน”

ดังนั้นหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีการโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดแต่ต่ำกว่าตลาดเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน ธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการเมื่อมีการดำเนินธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการมักจะมีการกำหนดราคาขายสินค้าหรือให้บริการตามใบราคา (Price List) ซึ่งอาจจะแยกเป็นราคาขายปลีก ขายส่ง ขายผ่านตัวแทน ที่มีราคาขายหรือให้บริการไม่เท่ากัน

แต่มีหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กำหนดอัตราในการให้ส่วนลดแก่ลูกค้าแต่ละราย ที่ผู้ประกอบการสามารถให้ส่วนลดแก่ลูกค้าได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินหากขายสินค้าหรือให้บริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันไม่สมควร อะไรคือเหตุอันสมควร

องค์ประกอบของ “เหตุอันสมควร” จะมีดังนี้

1) ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจการค้าสนับสนุนอย่างเพียงพอ

2) ต้องไม่เลือกปฏิบัติกับลูกค้ารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ

บริษัทแห่งหนึ่งประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องเสียงติดรถยนต์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ลำโพง เครื่องเสียง (พาวเวอร์แอมป์) จอภาพขนาดเล็ก อะไหล่เกี่ยวกับเครื่องเสียง เป็นต้น บริษัทได้รับคำสั่งซื้อจอภาพขนาด 7 นิ้ว จากบริษัท ก จำกัด บริษัทจึงได้สั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากบริษัท ข จำกัด และบริษัท ค จำกัด รวมจำนวน 760 ชิ้น เพื่อจะนำมาส่งมอบให้กับบริษัท ก แต่เนื่องจากแผนการตลาดของบริษัท ก เปลี่ยนแปลงไปจึงได้ปฏิเสธการสั่งซื้อสินค้าเป็นเหตุให้บริษัทมีสินค้าคงเหลือค้างสต็อกจำนวน 359 ชิ้น

บริษัทจึงได้ติดต่อขายสินค้าให้กับบริษัทในเครือเดียวกันในต่างประเทศในราคาชิ้นละ 3,425 บาท (ราคาซื้อหรือราคาต้นทุนชิ้นละ 11,300 บาท) จำนวน 350 ชิ้น เพราะสินค้าในตลาดปัจจุบันใช้จอภาพขนาด 8 นิ้ว สินค้าที่ขายมีราคาตลาดชิ้นละ 4,200-5,000 บาท นอกจากนี้ บริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่บริษัท ค ราคาชิ้นละ 40 เหรียญสหรัฐ เป็นเงินประมาณ 1,261,160 บาท

เนื่องจากเมื่อบริษัทได้สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท ข และบริษัท ค บริษัททั้งสองได้ผลิตสินค้าเพื่อเตรียมส่งมอบให้แก่บริษัท ซึ่งสินค้าดังกล่าวได้สั่งทำและนำเข้ามาเพื่อขายให้กับบริษัทโดยตรงไม่สามารถนำไปขายที่อื่นได้ โดยสัญญาซื้อขายมิได้มีเงื่อนไขหรือข้อตกลงในเรื่องของการยกเลิกสัญญาและผลของการยกเลิกสัญญาในกรณีดังกล่าว

การที่บริษัทได้ขายจอภาพติดรถยนต์ขนาด 7 นิ้ว ให้กับบริษัทในเครือเดียวกันอยู่ในต่างประเทศในราคาชิ้นละ 3,425 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาทุนและราคาตลาด โดยอ้างว่าสินค้าในตลาดปัจจุบันใช้จอภาพขนาด 8 นิ้ว เข้าลักษณะเป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนตามราคาตลาด และคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามราคาตลาดตามมาตรา 79/3 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

เนื่องจากสัญญาซื้อขายมิได้มีเงื่อนไขหรือข้อตกลงระหว่างบริษัทและบริษัท ค ในเรื่องของการยกเลิกสัญญาและผลของการยกเลิกสัญญา ในกรณีดังกล่าวบริษัทจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยตามข้อตกลงซึ่งได้กระทำนอกเหนือจากสัญญาให้บริษัท ค. การจ่ายเงินชดเชยของบริษัทจึงเป็นการกระทำโดยสมัครใจของบริษัท ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ต้องห้ามมิให้หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ และกรณีที่บริษัทได้ขายสินค้าให้กับบริษัทในเครือเดียวกันซึ่งอยู่ในต่างประเทศ โดยบริษัทได้ดำเนินพิธีการศุลกากรส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งสินค้าไปต่างประเทศ บริษัทจะได้รับสิทธิ์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร

ดังนั้นการที่บริษัทได้มีการขายสินค้าหรือให้บริการจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาตลาดยกเว้นมีเหตุอันสมควร มิฉะนั้นเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 26 กุมภาพันธ์ 2550

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร และเมื่อใด?

แบบแสดงรายการที่ใช้มีดังต่อไปนี้

ภ.ง.ด. 90
ใช้ยื่นกรณี              มีเงินได้พึงประเมินทุกประเภท
กำหนดเวลายื่น       มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป

ภ.ง.ด. 91
ใช้ยื่นกรณี              มีเฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1ม.40(1) ประเภทเดียว
กำหนดเวลายื่น       มกราคม – มีนาคม ของปีภาษีถัดไป

ภ.ง.ด. 93
ใช้ยื่นกรณี              มีเงินได้ขอชำระภาษีล่วงหน้า
กำหนดเวลายื่น       ก่อนถึงกำหนดเวลาการยื่นแบบตามปกติ

ภ.ง.ด. 94
ใช้ยื่นกรณี              ยื่นครึ่งปีสำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินเฉพาะประเภทที่ 5,6,7 และ 8
กำหนดเวลายื่น       กรกฎาคม – กันยายน ของปีภาษีนั้น

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามี 2 ระยะ คือ

1. “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี” เป็นการยื่นแบบแสดงรายการเงินได้เฉพาะเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5,6,7 หรือ 8 ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยยื่นภายในเดือนกันยายนของปีภาษีนั้น และภาษีที่เสียนี้นำไปเป็นเครดิตหักออกจากภาษีสิ้นปีได้

2. “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี” เป็นการยื่นแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมินที่ได้รับแล้ว ในระหว่างปีภาษี โดยยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

การยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 91 ผ่านอินเทอร์เน็ต

ขั้นตอนการยื่นแบบฯ

1. เข้า web site ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th

2. เลือกรายการบริการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต

3. เลือกรายการบริการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 หรือ ภ.ง.ด. 91 แล้วแต่กรณี

4. ถ้าเข้าสู่การใช้บริการครั้งแรก ให้เลือกรายการลงทะเบียนก่อน เมื่อได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะแสดง หมายเลขผู้ใช้ และรหัสผ่านบนหน้าจอ

5. เข้าระบบโดยบันทึก หมายเลขผู้ใช้และรหัสผ่าน

6. ป้อนรายการข้อมูล ได้แก่ รายการเงินได้ ค่าลดหย่อน เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฯลฯ แล้ว คลิก “ตกลง” เพื่อยืนยันการยื่นแบบฯ

7. เมื่อได้ตรวจสอบรายการข้อมูลที่บันทึกและสั่งให้ระบบ “คำนวณภาษีแล้ว”

7.1 กรณีไม่มีภาษีต้องชำระ

(1) โปรแกรมจะแจ้งผลการรับแบบและหมายเลขอ้างอิง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นแบบฯ

(2) กรมสรรพากรจะส่งใบเสร็จรับเงินให้ตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้

7.2 กรณีมีภาษีต้องชำระ

(1) หากเลือกวิธีชำระภาษีผ่าน e-payment ระบุนาคารที่ท่านใช้บริการอยู่ และดำเนินการตามขั้นตอนของ ธนาคารนั้น

(2) หากเลือกวิธีชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร (1) ระบบจะแจ้ง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รหัส ควบคุม และจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อใช้เป็นข้อมูลนำไปชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารต่อไป เพื่อความสะดวกและถูกต้อง โปรดสั่งพิมพ์หรือจดข้อมูลดังกล่าวไว้ด้วย

(3) หากเลือกวิธีชำระภาษี ณ เคาน์เตอร์ ไปรษณีย์อัตโนมัติ (Pay at Post ) ระบบจะแจ้งรายการข้อมูลเช่นเดียวกับ (2) เพื่อใช้เป็นข้อมูลนำไปชำระภาษี ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่ง (ยกเว้น ปณ. โสกเชือก จ. ร้อยเอ็ด และ ปณ. ชุมแสงสงคราม จ.พิษณุโลก

ขั้นตอนการชำระภาษี

เมื่อได้ทำรายการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 ผ่านอินเทอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว และเป็นกรณีที่มีภาษีต้องชำระ ผู้ใช้บริการจะต้องชำระภาษีทั้งจำนวนในวันใดก็ได้ภายในกำหนดเวลายื่นแบบ โดยมีทางเลือกในการชำระภาษีวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

1. การชำระภาษีผ่านบริการอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์

1.1 การชำระภาษีผ่าน e-payment เป็นระบบการชำระเงินพร้อมกับการยื่นรายการข้อมูลตามแบบ

(1) ผู้ใช้บริการต้องทำความตกลงกับธนาคารไว้แล้ว

(2) เลือกธนาคารที่ต้องการสั่งโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารเพื่อชำระภาษี

(3) ทำรายการโอนเงินตามขั้นตอนของธนาคาร

(4) เมื่อทำรายการโดยครบถ้วนแล้วโปรแกรมจะแจ้ง หมายเลขอ้างอิง การยื่นแบบฯ และชำระภาษีให้

(5) กรมสรรพากรจะส่งใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามที่อยู่ที่แสดงในแบบให้โดยเร็ว

1.2 การชำระวิธีอื่น

(1) เลือกบริการชำระภาษี

(2) ป้อนข้อมูลหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รหัสควบคุม และจำนวนภาษีที่ต้องชำระที่ได้จากโปรแกรมการยื่นแบบฯ ผ่านอินเทอร์เน็ต

(3) หากข้อมูลตามข้อ (2) ถูกต้องธนาคารจะโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของท่านเข้าบัญชีกรมสรรพากรเพื่อชำระภาษี
(4) กรมสรรพากร จะส่งใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ในแบบฯให้โดยเร็ว

หมายเหตุ กรณีชำระผ่านเครื่อง ATM ต้องเป็นเครื่อง ATM ของธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น

2. การชำระเงินทางไปรษณีย์ Pay at Post ให้นำรายการข้อมูลที่ได้รับจากระบบได้แก่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รหัสควบคุม จำนวนเงินภาษี ไปชำระเงินภาษีอากรได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ (ยกเว้น ปณ. โสกเชือก จ.ร้อยเอ็ด และ ปณ.ชุมแสงสงคราม จ. พิษณุโลก) กรมสรรพากรจะส่งใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ให้โดยเร็ว

เงื่อนไขการใช้บริการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91

1. เป็นบริการยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเดียวเป็นบริการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป

2. เป็นผู้มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรและมีเลขประจำตัวประชาชน (กรณีมีสัญชาติไทย)

3. เป็นแบบฯ ที่ไม่ได้ขอคืนภาษี

4. เป็นการยื่นแบบฯ และชำระภาษีตลอด 24 ชม.ของทุกวันเว้นแต่วันที่ 31 มีนาคม 2546 จะปิดการให้บริการเวลา 22.00 น.

5. เป็นการยื่นแบบฯ ภายในกำหนดเวลาและชำระภาษีทั้งจำนวนในคราวเดียวเท่านั้น

6. กรณีชำระผ่าน ATM ต้องเป็นเครื่อง ATM ของธนาคารผู้ออกบัตรกัน

7. กรณีชำระภาษีผ่าน e-payment จะต้องทำความตกลงกับธนาคารก่อน

หมายเหตุ หากมิได้ชำระภาษีภายในกำหนดเวลาจะถือว่าท่านยังมิได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 สำหรับปีภาษี 2545 ท่านยังคงมีหน้าที่ไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 และชำระภาษี ณ สำนักงานสรรพากรเขต หรือสำนักงานสรรพากรอำเภอ

โดย  กรมสรรพากร   www.rd.go.th

Next Page »

[direct=http://www.thaigatpat.com]Free blog[/direct]